พูลิซิส ไม่ปลื้มหลังไม่มีส่วนร่วมในสนามกับเชลซีในช่วงหลัง

   แม้จะพกดีกรีแข้งดังที่ส่งตรงมาจากลีกเยอรมันแต่เมื่อย้ายมาค้าแข้งกับเชลซีแล้วคริสเตียน พูลิซิสก็ยังคงตกเป็นเพียงตัวสำรองเท่านั้น เมื่อเจ้าตัวเพิ่งจะได้ลงเล่นเต็มเวลา90นาทีให้กับต้นสังกัดใหม่เพียงเกมเดียวเท่านั้น ซึ่งทำให้พูลิซิสชักไม่มีความสุขเสียแล้วกับชีวิตใหม่ในเสื้อสิงห์บลู     “ การย้ายมายังอังกฤษเป็นความฝันของนักฟุตบอลหลายๆคน ผมเป็นหนึ่งในนั้น พรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่ยอดเยี่ยม มาตรฐานของเกมการเล่นนั้นสูงมาก คุณต้องพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ นั่นละที่ทำให้ผมหงุดหงิด การที่ผมไม่ได้ลงเล่นในขณะที่เครื่องร้อนนี่ละที่ทำให้ผมกังวล ผมต้องการทำประตูแรกกับเชลซีให้มันจะช่วยให้อะไรๆง่ายขึ้น แต่มันจะยิ่งยากถ้าผมอยู่กับทีมนานมากขึ้นเรื่อยๆแบบไม่มีผลงาน ผมชักจะเป็นกังวลกับเรื่องนี้ ” ดาวเตะวัย21กะรัตกล่าวอย่างไม่แฮปปี้นัก เชลซีหันไปพึ่งเด็กจากอะคาเดมี่ทำ พูลิซิส ต้องซ้อมเข้มกว่าเดิม     แฟรงค์ แลมพาดเริ่มหันมาให้โอกาสแข้งอายุน้อยที่ก้าวขึ้นมาจากทีมเยาวชนอย่างเมสัน เม้าท์,คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย และโทนี่ อับบราฮัมก็เป็นการริดรอนโอกาสลงสนามของคริสเตียน พูลิซิสโดยตรง “ ผมมีทางเดียวที่ผมจะได้โอกาส คือการมุ่งมั่นกับการซ้อมต่อไป มันคงไม่ง่ายที่จะได้รับการยอมรับจากแฟนบอลหรือโค้ชหลังจากที่ผมเพิ่งย้ายมาแค่ไม่กี่เดือน แต่ผมมั่นใจว่าผมจะไปถึงจุดนั้นได้ แล้วเราจะได้เห็นว่าคริสเตียน พูลิซิสทำอะไรได้บ้าง ” อดีตผู้เล่นเสือเหลืองกล่าวอย่างมุ่งมั่น    คริสเตียน พูลิซิสนับเป็นผู้เล่นหน้าใหม่เพียงรายเดียวที่เชลซีได้ตัวมาช่วยทีมในซีซั่นนี้(ตกลงเงื่อนไขซื้อขายกันตั้งแต่เดือนมกราคม2019 ทำให้เชลซีได้ทำการลงทะเบียนไว้ก่อนหน้าแล้ว)เนื่องจากเชลซีโดนลงโทษจากฟีฟ่าให้ไม่สามารถลงทะเบียนนักเตะใหม่ได้กระทั่งสิ้นสุดฤดูกาลนี้ นั่นทำให้แฟนสิงโตน้ำเงินครามต่างตั้งความหวังกับดาวเตะดีกรีทีมชาติสหรัฐอเมริกาไว้อย่างสูง แต่ทว่าพูลิซิสก็ยังไม่สามารถปรับตัวกับพรีเมียร์ลีกได้เลย และเพิ่งทำไปได้เพียงหนึ่งแอตซิสต์จากการลงเล่น4เกม ซึ่งถือว่ายังไม่เข้าตาแฟรงค์ แลมพาด จนทำให้ตลอดสี่เกมหลังสุดเจ้าตัวไม่ได้รับโอกาสลงเล่นเลยแม้แต่นาทีเดียว แต่กลายเป็นตัวเลือกในอันดับท้ายๆที่จะได้รับโอกาสลงเล่นในถ้วยคาราบาวคัพเท่านั้น

แมนยู ยำสิงห์4-0เรดอาร์มี่พร้อมลุ้นแชมป์พรีเมียร์แล้วหรือ?

   ชัยชนะนัดประเดิมสนามของปีศาจแดงเหนือเชลซี4-0นั้นดูเหมือนจะเป็นมากกว่าการเก็บสามคะแนนแรกของฤดูกาล เสียงอื้ออึงในโอลด์แทร็ฟฟอร์ดเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆว่าพวกเค้าพร้อมแล้วที่จะเป็นอีกหนึ่งผู้ท้าชิงแชมป์พรีเมียร์ลีก ก็แหม๊การไล่ยำสิงห์บลูได้ตั้งแต่นัดแรกถึง4ตุงเป็นใครมันก็ต้องคึกคักเป็นธรรมดา ทว่าในรายละเอียดปลีกย่อยแล้วพวกเค้าพร้อมแล้วที่จะบดแชมป์กับสเปอร์ส,ลิเวอร์พูลหรือแมนซิตี้จริงหรือ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กัน แมนยู ประเดิมได้ดีก็จริงแล้วไม่ได้เหนือกว่าสิงห์ในทุกด้าน    แม้สกอร์ของเกมจะออกมาห่างชั้นถึง4-0 ทว่าสถิติอื่นๆเมื่อเทียบแล้วลูกทีมของแฟรงค์ แลมพาร์ดไม่ได้ย่ำแย่จนสู้ไม่ได้ เมื่อเชลซีครองบอลได้ถึง53.8%เหนือกว่าแมนยูที่ได้เพียง46.2% ยังไม่รวมจำนานการยิงเข้ากรอบ,จำนวนครั้งการจ่ายบอล,จำนวนครั้งการจับบอล หรือแม้แต่การเตะมุมบ่งชี้ว่าทีมเยือน(เชลซี)ทำได้ดีกว่าทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าโดยเนื้องานแล้วเชลซีไม่ได้แพ้แมนยูในทุกกระบวนท่าแต่ทว่าความเคี่ยวของผู้เล่นนั่นต่างกัน เนื่องจากโดยกระดูกบอลและความเป็นทีมเวิร์กฝากปีศาจแดงนั่นพวกเค้ามีประสบการณ์มากกว่า เทียบง่ายๆในพื้นที่สุดท้ายของเชลซีเค้าใช้แทมมี่ อับราฮัมหัวหอกจากอะคาเดมี่ในขณะที่แนวรับของผีแดงเป็นแฮรี่ แม็คไกวร์ที่มีประสบการณ์โชกโชนทั้งในระดับทีมชาติและพรีเมียร์ลีก    อีกประการคือมันไม่ใช่วันของทีมเยือน เมื่อแทมมี่ อับราฮัมได้หลุดเดี่ยวไปส่องชนเสาตั้งแต่ต้นเกม เพราะหากลูกนั้นกลายเป็นประตูโฉมหน้าของเกมก็อาจะเปลี่ยนไปเลยก็ว่าได้ แต่ในเมื่อไม่ได้แล้วมาพลาดเสียจุดโทษ ผลลัพธ์เราพลิกกลายเป็นแมนยูเล่นง่ายขึ้นและค่อยๆทะยอยเติมความมั่นใจรอโต้กลับ ที่สำคัญคือประตูที่สองและสี่ของแมนยูมันพกดวงมาล้วนๆ เมื่อลูกหนึ่งมาร์กซิยาลตวัดยิงไม่เต็มเท้าแต่บอลก็ยังลอดขาเกป้า(นายด่านเชลซี)เข้าประตู และอีกเม็ดแดเนี่ยล เจมส์ตวัดยิงติดบล็อกแนวรับเชลซีแต่บอลเป็นใจกลับพุ่งหนีมือเกป้าซุกเสาไกลซะงั้น    นั่นสะท้อนให้เห็นว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกที่พวกเค้าทำได้ดีแต่ยังย่ามใจไม่ได้ รวมไปถึงเส้นทางหลังจากนี้มันอาจไม่ได้เล่นง่ายเหมือนเกมนี้เสมอไป ถ้าฝั่งตรงข้ามมาตั้งรับแล้วรอโต้(ไม่ได้เปิดหน้าแลกแบบเชลซี)หรือถ้าไปเจอเกรดบอลที่ไล่บอลดีเกมรับเหนียว(แมนซิตี้)แมนยูก็ไม่แน่ว่าจะเอาตัวรอดได้เช่นนี้ทุกเกมไป ฉะนั้นยังเร็วไปที่จะดีใจแต่ถ้าผ่านไปซัก10เกมแล้วพวกเค้ายังรั้งท็อปโฟว์ซิถึงตอนนั้นค่อยมาคุยกันว่าผีมีดีพอจะลุ้นแชมป์?