ปีศาจแดง ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรโซลชาย้ำเหลือแค่รอวันสกอร์เป็นใจ

   หลังจากระเบิดฟอร์มนัดเปิดสนามด้วยการไล่ยำเชลซีไปถึง4-0 แฟนบอลปีศาจแดงก็หวังใจที่จะเห็นทีมโปรดอยู่ในเส้นทางลุ้นบิ๊กโฟว์แบบสบายๆ ทว่าหลังชนะในนัดเปิดฤดูกาลให้หลังอีกสามเกมปีศาจแดงก็ไม่ชนะใครอีกเลย ซึ่งหลายๆเกมพวกเค้ามีโอกาสที่ดีไม่ว่าจะเป็นการได้ลูกจุดโทษ หรือคู่แข่งมีผู้เล่นน้อยกว่าแต่พวกเค้าก็ยังทำแต้มหลุดมืออย่างน่าเสียดาย จนบรรดาแข้งปีศาจแดงรุ่นพี่หลายคนไม่ว่าจะเป็นโอเว่น ไฮกรีฟ,พอล สโคลส์ และพอล ปาร์คเกอร์ต่างออกมาตำหนิฟอร์มการเล่นของแมนยูรวมไปถึงแนวทางการทำทีมของโซลชาอีกด้วย    กระนั้นโอเล่ กุนน่า โซลชาก็ยังคงไม่สนใจ และยืนยันว่าลูกทีมของเค้าทำผลงานได้อย่างน่าพอใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนใดๆ “ มันเป็นเรื่องปกติที่แมนยูจะโดนวิจารณ์เมื่อไม่ชนะใครมาแล้วสามนัด เพราะมาตรฐานของเราคือการเป็นผู้ชนะ และผมยอมรับมัน แต่ถามว่าผมต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในสนามไหม? ผมคิดว่าไม่นะ เราสร้างสรรค์โอกาสได้มากมายแต่คู่ต่อสู้ก็ทำได้ดีเช่นกัน มันเป็นธรรมชาติของเกมฟุตบอล เราแค่รักษาแนวทางการเล่นของเราเอาไว้แล้วรอผลการแข่งขันที่เราต้องการ ” โซลชาแจง ปีศาจแดง ไม่ชนะใครมันละเรื่องกับฟอร์มฝืดชี้มาถูกทางแล้ว     โอเล่ กุนน่า โซลชากุนซือแมนยูยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าสถิติการเสียประตูไปนั้นถือว่าสุดวิสัย “ คุณย้อนดูสถิติคู่แข่งมีโอกาส4ครั้งแล้วยิงประตูเราได้3ประตู สถิติมันบ่งบอกว่ามันคือบอลเป็นใจ ถ้าคู่ต่อสู้ใช้โอกาสได้คุ้มค่าขนาดนี้เราก็ต้องยอมรับว่าพวกเค้าทำดี เราไม่ได้ยกยอคู่แข่งแต่เรามองเกมฟุตบอลอย่างเข้าใจ แต่ถามว่าลูกทีมผมฟอร์มไม่ดีหรือ?เปล่าเลย พวกเค้าทำได้ดี พวกเค้าทำเกมได้ตามที่ผมคาดไว้เลยทีเดียว แต่มันไม่ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ ซึ่งเราไม่โอเคแต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของเกมฟุตบอล ”   “ เราเพียงต้องอดทน แล้วทำมันซ้ำๆต่อไป ถ้าคุณพยายามและเชื่อมั่นผลการแข่งขันที่ดีจะต้องมาแน่ ผมเชื่อมั่นในตัวพวกเค้า เสียงวิจารณ์ไม่ได้เปลี่ยนทัศนคติการทำทีมของผม เราต้องรักษาแนวทางของเราไว้ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่,การคุมจังหวะเกม และการตั้งรับ ” […]

แมนยู ยำสิงห์4-0เรดอาร์มี่พร้อมลุ้นแชมป์พรีเมียร์แล้วหรือ?

   ชัยชนะนัดประเดิมสนามของปีศาจแดงเหนือเชลซี4-0นั้นดูเหมือนจะเป็นมากกว่าการเก็บสามคะแนนแรกของฤดูกาล เสียงอื้ออึงในโอลด์แทร็ฟฟอร์ดเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆว่าพวกเค้าพร้อมแล้วที่จะเป็นอีกหนึ่งผู้ท้าชิงแชมป์พรีเมียร์ลีก ก็แหม๊การไล่ยำสิงห์บลูได้ตั้งแต่นัดแรกถึง4ตุงเป็นใครมันก็ต้องคึกคักเป็นธรรมดา ทว่าในรายละเอียดปลีกย่อยแล้วพวกเค้าพร้อมแล้วที่จะบดแชมป์กับสเปอร์ส,ลิเวอร์พูลหรือแมนซิตี้จริงหรือ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กัน แมนยู ประเดิมได้ดีก็จริงแล้วไม่ได้เหนือกว่าสิงห์ในทุกด้าน    แม้สกอร์ของเกมจะออกมาห่างชั้นถึง4-0 ทว่าสถิติอื่นๆเมื่อเทียบแล้วลูกทีมของแฟรงค์ แลมพาร์ดไม่ได้ย่ำแย่จนสู้ไม่ได้ เมื่อเชลซีครองบอลได้ถึง53.8%เหนือกว่าแมนยูที่ได้เพียง46.2% ยังไม่รวมจำนานการยิงเข้ากรอบ,จำนวนครั้งการจ่ายบอล,จำนวนครั้งการจับบอล หรือแม้แต่การเตะมุมบ่งชี้ว่าทีมเยือน(เชลซี)ทำได้ดีกว่าทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าโดยเนื้องานแล้วเชลซีไม่ได้แพ้แมนยูในทุกกระบวนท่าแต่ทว่าความเคี่ยวของผู้เล่นนั่นต่างกัน เนื่องจากโดยกระดูกบอลและความเป็นทีมเวิร์กฝากปีศาจแดงนั่นพวกเค้ามีประสบการณ์มากกว่า เทียบง่ายๆในพื้นที่สุดท้ายของเชลซีเค้าใช้แทมมี่ อับราฮัมหัวหอกจากอะคาเดมี่ในขณะที่แนวรับของผีแดงเป็นแฮรี่ แม็คไกวร์ที่มีประสบการณ์โชกโชนทั้งในระดับทีมชาติและพรีเมียร์ลีก    อีกประการคือมันไม่ใช่วันของทีมเยือน เมื่อแทมมี่ อับราฮัมได้หลุดเดี่ยวไปส่องชนเสาตั้งแต่ต้นเกม เพราะหากลูกนั้นกลายเป็นประตูโฉมหน้าของเกมก็อาจะเปลี่ยนไปเลยก็ว่าได้ แต่ในเมื่อไม่ได้แล้วมาพลาดเสียจุดโทษ ผลลัพธ์เราพลิกกลายเป็นแมนยูเล่นง่ายขึ้นและค่อยๆทะยอยเติมความมั่นใจรอโต้กลับ ที่สำคัญคือประตูที่สองและสี่ของแมนยูมันพกดวงมาล้วนๆ เมื่อลูกหนึ่งมาร์กซิยาลตวัดยิงไม่เต็มเท้าแต่บอลก็ยังลอดขาเกป้า(นายด่านเชลซี)เข้าประตู และอีกเม็ดแดเนี่ยล เจมส์ตวัดยิงติดบล็อกแนวรับเชลซีแต่บอลเป็นใจกลับพุ่งหนีมือเกป้าซุกเสาไกลซะงั้น    นั่นสะท้อนให้เห็นว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกที่พวกเค้าทำได้ดีแต่ยังย่ามใจไม่ได้ รวมไปถึงเส้นทางหลังจากนี้มันอาจไม่ได้เล่นง่ายเหมือนเกมนี้เสมอไป ถ้าฝั่งตรงข้ามมาตั้งรับแล้วรอโต้(ไม่ได้เปิดหน้าแลกแบบเชลซี)หรือถ้าไปเจอเกรดบอลที่ไล่บอลดีเกมรับเหนียว(แมนซิตี้)แมนยูก็ไม่แน่ว่าจะเอาตัวรอดได้เช่นนี้ทุกเกมไป ฉะนั้นยังเร็วไปที่จะดีใจแต่ถ้าผ่านไปซัก10เกมแล้วพวกเค้ายังรั้งท็อปโฟว์ซิถึงตอนนั้นค่อยมาคุยกันว่าผีมีดีพอจะลุ้นแชมป์?